/ by /   News / 0 comments

เมืองที่ออกแบบเพื่อคน จาก “พอร์ตแลนด์” ถึง “ระยอง”

ได้มีโอกาสไปเสวนากับข้าราชการ นักธุรกิจท้องถิ่น คนรุ่นใหม่ไฟแรงในจังหวัดระยองหลายคน เมื่อเร็ว ๆ นี้

ข้อมูลต่าง ๆ ที่ปรากฏออกมา ทำให้เห็นว่า คนระยองมีการตื่นตัว มีมุมมอง และสายตาที่ยาวไกลในหลายเรื่อง หลังจากรัฐบาลมีนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรืออีอีซี

ไม่ใช่คนระยองจะปล่อยให้นายทุนใหญ่จากส่วนกลาง เข้าไปกอบโกยผลประโยชน์ และทิ้งปัญหามลพิษให้คนจังหวัดระยองแต่เพียงฝ่ายเดียวเหมือนสมัยอีสเทิร์นซีบอร์ดเมื่อ 30 กว่าปีก่อน

ดังที่ได้ประจักษ์มาแล้ว ในการลุกขึ้นมาของคนระยองในทุกภาคส่วน เพื่อต่อสู้เรียกร้อง “รถไฟความเร็วสูง” สถานีที่ 10 จังหวัดระยอง ที่อยู่ ๆ ถูกฉีกแผนทิ้งไป ให้รื้อฟื้นเอากลับคืนมา ตั้งต้นศึกษากันใหม่ โดยการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.)

ล่าสุดสำนักงานจังหวัดระยองและเทศบาลนครระยองได้ตื่นตัวในการจัดทำ “แผนแม่บทระบบขนส่งสาธารณะ” ประเภทรถไฟฟ้ารางเบา เพื่อเตรียมเชื่อมโยงโครงข่ายรถไฟความเร็วสูง 3 สนามบิน

โดยเฉพาะในส่วนของเทศบาลนครระยองได้ดึงมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์มาช่วยศึกษา การพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะตามแนวคิดการพัฒนาพื้นที่รอบสถานีขนส่งมวลชน (TOD) ในเขตเทศบาลนครระยอง ระยะทาง 23 กม. 18 สถานี มูลค่า 15,000 ล้านบาท โดยมีแนวคิดน่าสนใจยิ่ง

“ฉัตรนุชัย สมบัติศรี” รองปลัดเทศบาลนครระยอง เล่าให้ฟังว่า “เราคิดแก้ปัญหาคนในเมืองก่อนจากโจทย์คนระยอง 2 แสนคน ทำอย่างไรถึงแก้ปัญหารถติดในเมืองได้ ยังไม่ได้คิดถึงนักท่องเที่ยวที่จะเพิ่มเข้ามา แต่หากเมืองมีมาตรฐานการขนส่งมวลชนที่ดี มีนักท่องเที่ยวเข้ามาแน่ ๆ”

โจทย์ของเราคือ เมืองที่ดีควรเป็นอย่างนี้ “เมืองต้องออกแบบให้คน ไม่ใช่ออกแบบถนนให้รถยนต์วิ่ง” ก็จะเจอแต่ทางด่วน เจอแต่สะพานลอย จะเจอแต่อุโมงค์ ซึ่งทำให้ภูมิทัศน์เสียหาย

เช่นเดียวกับระบบขนส่งมวลชน เราจึงเสนอทำ “รถไฟฟ้ารางเบาระดับพื้นดิน” เพื่อไม่ให้มีตอม่อเต็มเมืองไปหมด เพราะการทำรถไฟฟ้าแบบยกตอม่อ ต่างประเทศไม่ทำกันแล้ว ทางด่วนทุบทิ้งหมดแล้ว

เราต้องเปลี่ยนแนวคิดกันเสียที

โดย “ฉัตรนุชัย” บอกเล่าถึงประสบการณ์ที่เคยไปดูงานในต่างประเทศหลายเมืองที่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองน่าอยู่อันดับต้น ๆ ของโลก เช่น “เมืองพอร์ตแลนด์” มลรัฐโอเรกอน ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นเมืองที่มีพื้นที่สีเขียวมากเป็นอันดับต้น ๆ ของสหรัฐ เมื่อประมาณ 40 ปีก่อน

ชาวเมืองมีการประชุมกันต้องการคุณภาพชีวิตดีขึ้น และมีมติทุบทางด่วนทิ้ง นำพื้นที่มาทำเป็นสวนสาธารณะ การเดินทางของผู้คนในเมืองนิยมใช้ขนส่งมวลชนระบบราง และใช้รถจักรยาน

หรืออย่าง “โบโกตา” เมืองหลวงของประเทศโคลอมเบีย ซึ่งผู้บริหารเมืองเมื่อ 20 ปีก่อนได้พลิกโฉมเมืองที่เคยแออัด มีปัญหายาเสพติด อาชญากรรมให้กลายเป็นเมืองที่มีคุณภาพชีวิตที่ดี

มีการจำกัดการใช้รถยนต์ ให้ความสำคัญกับพื้นที่สวนสาธารณะร่มรื่นอยู่เต็มเมือง ประชาชนนิยมใช้จักรยานเป็นพาหนะหลัก

แม้แต่ประเทศเกาหลีใต้ที่คนไทยนิยมไปเที่ยวกันในวันนี้ ได้มีการ “ทุบทางด่วน” เพื่อรื้อฟื้น “คลองช็องกเยช็อน” คลองโบราณในสมัยราชวงศ์โชซอน อายุกว่า 600 ปีที่ไหลผ่านใจกลางโซลให้กลับคืนมา

หลังจากคลองถูกถมกลายเป็นถนนและทางด่วน และวันนี้คลองช็องกเยช็อนได้กลายมาเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญในโซล

ดังนั้นในทุกมิติของ “ผลการศึกษาการพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะตามแนวคิดการพัฒนาพื้นที่รอบสถานีขนส่งมวลชน (TOD) ในเขตเทศบาลนครระยอง” จึงได้มีการคิดไปถึงพื้นที่แต่ละเส้นทางระบบขนส่งสาธารณะจะวิ่งผ่าน จะมีการพัฒนาเมืองให้สอดประสานไปกับชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน พ่อค้าแม่ค้าที่ทำมาค้าขายอยู่ริมถนน รวมถึงกรณีที่หลายคนกังวลถึงการข้ามถนนในบริเวณที่รถไฟฟ้าวิ่งผ่านรวมถึงมีการประสานกับ บริษัท ระยองพัฒนาเมือง จำกัด นักธุรกิจ และประชาชนในพื้นที่มีการเปิดรับฟังความคิดเห็นที่จะพัฒนาเมืองให้สอดประสานกัน รวมถึงพยายามพลิกฟื้นย่านเมืองเก่าที่เคยเจริญรุ่งเรืองเมื่อ 50-60 ปีก่อนในหลายสถานที่ให้ฟื้นกลับมามีชีวิตอีกครั้ง

อย่างไรก็ตาม เมื่อได้ฟังแนวคิดของเทศบาลนครระยองในวันนี้แล้วรู้สึกชื่นชม และดีใจกับคนระยอง แม้วันนี้ทุกสิ่งจะเป็นเพียงผลศึกษาบนแผ่นกระดาษที่ยังไม่รู้ว่า จะเกิดรูปธรรมเป็นจริงได้วันไหน แต่ยังดีกว่าไม่ได้เริ่มคิด และเสนอสิ่งที่ดี ๆ ไว้ให้ลูกหลานในอนาคต

ขณะเดียวกันอดสะท้อนใจไม่ได้ เมื่อมองย้อนกลับมายังเมืองหลวงอย่าง กทม. “เมืองที่ออกแบบให้รถยนต์วิ่ง” พร้อมกับการชงโครงการระบบขนส่งมวลชนก่อสร้างยกตอม่อกันทั่วเมือง มีโครงการก่อสร้างถนนข้ามทางแยก การขุดอุโมงค์ให้รถวิ่ง ฯลฯ แล้วค่อนข้างเศร้าใจไม่น้อย

ดังนั้น อย่าถามหา “คุณภาพชีวิตที่ดีของคน กทม.” แต่ถามกลับกันว่า คน กทม.กำลังเผชิญชะตากรรมอะไรบ้าง คงนับกันไม่ถ้วนทีเดียว !

คอลัมน์ ชั้น 5 ประชาชาติ

โดย กฤษณา ไพฑูรย์